แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ของหมีกดอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ของหมีกดอง แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

ข้าวหมากสมุนไพรฝาง

       ข้าวหมากสมุนไพร
 ข้าวหมากสมุนไพรฝาง # 1 
         เป็นคนชอบกินข้าวหมากมาก หาซื้อกินแต่ละทีแสนยาก แถมแพงอีกต่างหาก เห็นเพื่อนในก๊วนจิ้นสารพัดหมักไว้กินหัดทำ เลยอยากหัดทำบ้าง หาข้อมูลจากอินเตอร์เนทเหมือนเดิม ได้ข้อมูลแล้ว ความยากลำบากต่อไปคือการหาลูกแป้ง แล้วเราก็ฝากน้องชายซื้อให้จนได้ ลูกแป้งข้าวหมากของคนเมืองเพชรแล้วก็ลงมือทำ ได้ลูกแป้งมาอย่าลืมถามคนขายนะคะว่าลูกแป้ง 1 ลูก ใช้ข้าวเหนียวดิบกี่กิโล ลูกแป้งที่ตาได้มา 1 : 2 กิโลค่ะ
           ก่อนไปทำข้าวหมาก มารู้จักข้าวหมากให้ดีขึ้นอีกนิด    ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร กรรมการผู้จัดการฝายพัฒนาภูมิปัญญาไทย มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ให้ข้อมูลว่า ข้าวหมากจัดเป็นอาหาร ภูมิปัญญาไทยในการแปรสภาพข้าวให้มีรสหวาน และมีการค้นพบ "โปรไบโอติก" ในข้าวหมาก แบบไทยๆ ด้วย มีการค้นพบจุลินทรีย์ที่ดีที่มีชีวิตในข้าวหมาก สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่ โดย การปรับกลไกจุลินทรีย์ในร่างกายให้มีความสมดุล ทำให้ร่างกายสามารถสร้างเชื้อธรรมชาติในกระเพาะและลำไส้ ที่ช่วยให้การย่อยดีขึ้น สร้างวิตามินเพื่อนนำไปใช้ประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นตัวต้านสารอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันมห้แก่ร่างกาย และยังช่วยป้องกันมะเร็งอีกด้วย ในอดีตเชื่อว่าข้าวหมากจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเจริญเติบโตในเด็กให้ดีขึ้นด้วย จึงต้องกินตอนเช้าเพื่อเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายอยอุ่น และกระตุ้นให้แบคทีเรียในร่างกายทำงาน โดยเฉพาะในเด็กที่ไม่แข็งแรง เหงื่ออกง่าย อ่อนเพลีย ตัวสั่นก็มักจะให้กินข้าวหมาก และในผู้ใหญ่ที่เป็นไข้ ไม่มีแรง ผอมแห้ง หมอยาพื้นบ้านก็จะแนะนำให้กินข้าวหมากกับน้ำต้มเคี่ยวของแก่นขี้เหล็ก
           เวลานี้ข้าหมากที่ขายตามร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า หรือตามตลาดสดอนุรักษ์ทั่วไป แต่ปัจจุบันจะมีการแต่งสี กลิ่น เพื่อให้รสชาดดีขึ้นกว่าเดิม ทำให้หาข้าวหมากสูตรโบราณได้ยาก
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
มาแบบมีความรู้อ่ะ ครั้งนี้ 555 เรามาอนุรักษ์ขนมไทยกันดีกว่า


ส่วนผสมที่ทำครั้งแรกนี้มี
1. ข้าวเหนียวเก่า 500 กรัม
2. ลูกแป้ง 1/4 ลูก
3. ผงสมุนไพร ฝาง 1 ชต. (เที่ยวหน้าต้องเพิ่ม สีไม่ค่อยติดเท่าไร หรือล้างน้ำมากไปก็ไม่รู้ 55)
4. น้ำตาลทราย 1 ชต. (ไม่ใส่ก็ได้ ตอนแรกตั้งใจจะไม่ใส่ แต่กลัวมันไม่เป็นข้าวหมากเลยแอบใส่)
5. สารส้ม

วิธีทำ
           การทำข้าวหมากต้องสะอาดทุกขั้นตอนไม่งั้นไม่เป็นข้าวหมาก หรือไม่ก็ทำให้ข้าวหมากเปรี้ยว บางครั้งมีสัแดง หรือมีสปอร์ราสีดำ หรือสีน้ำตาลเกิดขึ้น ขั้นตอนการทำไม่ยากปต่จะทำให้ได้ข้าวหมากที่ดีไม่ง่ายเลยค่ะ มาดูขั้นตอนกัน
           1. ล้าวข้าวเหนียวให้สะอาด 2-3 น้ำ แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ (ตามีผงฝางอยู่เลยลองเอามาใส่ดูว่าจะได้ข้าวหมากสีอะไร ใส่ตอนแช่ข้าวนี่แหละค่ะ ) แช่ทิ้งไว้ 6 ชม. หรือข้ามคืนเลยค่ะ ถ้าเป็นข้าวเหนียวใหม่ แช่น้ำ 3 ชม. ข้าวเหนียวดำ 10-12 ชม.
          2. ก่อนครบเวลา ให้เอาสารสัมแกว่งในน้ำ แช่ข้าวเหนียว แช่ไว้ 5 นาทีก่อนล้างน้ำให้สะอาด สะเด็ดน้ำ
          3. ตั้งน้ำให้เดือด เอาข้าวเหนียวใส่ผ้าขาวบางใส่ซึ้ง แหวกๆ ให้ไอน้ำขึ้นมาได้ ปิดฝานึ่ง นาน 30-40 นาที ดูให้ข้าวเหนียวสุกให้ทั่วไม่เป็นไตแข็ง
          4. นำข้าวเหนียวสุก มาผึ่งให้เย็น แล้วนำไปล้างน้ำให้หมดยางข้าว ประมาณ 2-4 ครั้ง จับดูโดนใข้น้ำสะอาดไม่มีคลอรีน ถ้าใช้น้ำประปาต้องพักน้ำไว้ สัก 2-3 วัน ใหม่หมดคลอรีน ลองจับข้าวที่บ้าง ข้าวไม่ลื่นมือ แสดงว่าใช้ได้แล้วค่ะ
          5. นำข้าวที่ล้างผึ่งให้สะเด็ดน้ำให้แห้งมากที่สุด เพราะถ้าข้าวเปียกหรือแฉะ จะทำให้ข้าวหมากเปรี้ยวได้ง่าย
          6. ช่วงรอ เราก็เอาลูกแป้งมาตำให้ละเอียด แต่ ครกตาดูท่าจะไม่สะอาดเท่าที่ควร เพราะทั้งตำรากผักชีกระเทียมพริกไทย ตำน้ำพริก เลยเอาลูกแป้งใส่ถุงแกงแล้วตำๆผ่านถุงแทนค่ะ สะอาดชัวร์
          7. ล้าง ลวก ภาชนะที่จะผสมข้าวเช็ดให้สะอาด ตักข้าวเหนียวที่ผึ่งไว้ลงไปแล้วโรยด้วยลูกแป้ง ที่ตำไว้โปรยๆให้ทั่วๆ คลุกๆให้เข้ากัน แล้วตักข้าวเหนียวลงไปเพิ่ม โรยด้วยลูกแป้งคลุกเคล้าให้เข้ากัน โรยน้ำตาลทรายลงไปถ้าต้องการ คลุกเคล้าให้เข้ากันอย่างเบามือ
          8. ภาชนะที่จะใส่ ก็ควรลวกน้ำร้อนเช็ดให้แห้งก่อนนำมาใส่ข้าวที่คลุกเรียบร้อย ใครจะห่อใบตองก็เอาใบตองมาเช็ดให้สะอาดก่อนนำมาห่อข้าวนะคะ
ขั้นตอนนี้แหละ ที่ทำให้ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเป็นข้าวหมากมั้ย เพราะไม่รู้ว่าใส่กล่องพลาสติกแล้ว ต้องปิดฝาให้สนิทตอนบ่ม หรือแค่ปิดไว้หลวมๆ ตาเลยลองปิดสนิท เพราะกลัวสิ่งสกปรกตกลงไปค่ะ ตักใส่กล่องไม่ต้องกดนะคะ ให้ข้าวหลวมมีช่องอากาศให้ยีสต์ทำงาน
          9. เสร็จแล้วพักไว้ที่อุณหภูมหัอง อย่าให้โดนแสง จะเรียงใส่หม้อปิดฝาก็ได้ค่ะ แต่ตาเอาผ้าปิด ทิ้งไว้ 2-3 คืน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ถ้าอากาศร้อน ก็จะเป็นเร็วขึ้นค่ะ เสร็จนำมารับประทานได้ค่ะ พอข้าวหมากได้ที่แล้วก็เอาเก็บเข้าตู้เย็น กินตอนเย็นๆ อร่อยยยยยยค่ะ


หมายเหตุ  การนับเวลาหมัก จริง ๆ ก็ 2วัน กว่า ๆก็ใช้ได้ อย่าางครั้งนี้ตาทำเสร็จ 20.30 ของวันเสาร์ที่ 8 เม.ย. 2560 ตาก็นับ 20.30น. ของวันอาทิตย์ ที่ 9  เป็นวันที่ 1 และ 20.30 น.ของวันจันทร์ที่ 10 เป็นวันที่ 2 เนื่องจากอากาศร้อนมาก คืนวันจันทร์ตาก็ชิม แล้วก็หมักต่ออีกจนถึง 8.30 น. ของวันอังคาร ก็เก็บเข้าตู้เย็นค่ะ ไม่รอให้ครบ 20.30 น. ของวันอังคารค่ะ ถ้าหมักครบ 72 ชั่วโมง จะหวานได้ที่กว่านี้ เก็บเข้าตู้เย็นถ้ายังรับประทานไม่หมด เพื่อที่จะหยุดหวามหวานไว้เท่านี้ กับหยุดการเกิดแอลกอฮอร์ ขึ้น เก็บไว้ได้นาน 1 อาทิตย์


































 หนึ่งคืนผ่านไป
 หนึ่งคืนผ่านไป
 สองคืนผ่านไป ชิมแล้วหวานไปนิด พักต่ออีก ครึ่งวันค่อยเก็บ
 สภาพก่อนเก็บเข้าตู้เย็นน้ำเยอะขึ้น ออกอมเปรี้ยวนิดๆ ตามที่ชอบเลย เก็บได้

 แช่เย็นทานอร่อยขึ้นอีก บางท่านบอกทานกับนมสดก็อร่อย ลดความหวานลงได้ และได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วยค่ะ


ขอบคุณที่ติดตามค่ะ 
ขอให้มีความสุขและสนุกกับการทำขนมไทยนะคะ

วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

กิมจิ : Kimchi


กิมจิ : Kimchi

  

เกิดจากการอยากกินแต่ไม่อยากซื้อเค้ากิน มันแพง.......เลยท่องเนท ตระเวณหาสูตรมาจนได้  เป็นสูตรของคุณมันจิ สาวเกาหลีที่ได้แบ่งปันสูตรของชาวเกาหลีแท้ๆให้ได้ลองทำกันค่ะ  ตาจะลงสูตรเต็มของต้นฉบับให้และลงสูตรที่ทำครั้งนี้ให้ในวงเล็บค่ะ ครั้งนี้ ทำแค่ 1/4 ของสูตรเท่านั้นค่ะ กลัวออกมาไม่เป็นกิจิ เลยลองหัดทำแค่นี้ก่อน คล่องแล้วค่อยว่่ากัน 
ตาขอแบ่งส่วนผสม เป็น 3 ส่วนนะคะ
ส่วนที่ 1 เป็นส่วนของผักที่จะใช้ทำ
1. ผักกาดขาว  4.6 กก.   (ตาใช้  1.2 กก. เป็นผักกาดขาว ผักกาดเขียว และไชเท้ารวมๆกันค่ะ)
2. เกลือ   1 ถ้วย (ของตาทำแค่ 1/4 ถ้วย)
ส่วนที่ 2 เป็นส่วนประกอบของน้ำหมักกิมจิ ส่วนที่ 1
1. แป้งข้าวเหนียว  1/2 ถ้วย (ตาใช้  2 ชต.)
2. น้ำสะอาด 3 ถ้วย  (ตาใช้ 3/4 ถ้วย)
3. น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย (ตา ใช้ 1ชต.)
ส่วนที่ 3 เป็นส่วนของน้ำหมัก ส่วนที่ 2
1. น้ำปลา  1 ถ้วย   (ตาใช้ 1/4 ถ้วย)
2. กระเทียม 1 ถ้วย   (1/4 ถ้วย)
3. ขิง 2 ชต. (อันนี้กะๆ เอา ใช้ประมาณหัวแม่มือไม่ได้ใช้หมดตามรูปที่โชว์อยู่นะคะ)
4. หอมใหญ่ 1 ถ้วย  (ใช้ไป 1 หัวอั้นนี้เกินสูตร แฮะๆขี้เกียจเหลือไว้เีสียดายของ )
5. ต้นกระเทียม  2 ต้น (ไม่มีไม่ได้ใส่ค่ะ)
6. ต้นหอม  10 ต้น (ใส่ไป 4 ต้น)
7. แครอท 1/4 ถ้วยม (ใช้ไป 1/2 หัวอันนี้เก็เกิน)
8. พริกป่นเกาหลี 2 1/2 ถ้วย (ใช้ไป 1/3 ถ้วยอันนี้ตามชอบนะคะ  เจ้าของสูตรบอกว่า ใช้ 1-2 1/2 ถ้วยแล้วแต่ชอบเผ็ดมากหรือน้อยค่ะ แต่ใส่ไปขนาดนี้ยังไม่เผ็ดเลย คิดว่าถ้าใครชอบเผ็ดแอบเติมพริกป่นไทยน่าจะเผ็ดขึ้นแน่นอน อัตราส่วนต้องไปหาเอาเองนะคะ)
 รูปนี้คือวัตภุดิบทั้งหมด
ส่วนที่ 2
  ส่วนที่ 3
 
ส่วนประกอบน้ำหมักทั้งหมด อุ้ยลืมพริกป่นเกาหลีล่ะ 555
 
เรามาเริ่มทำกันดีกว่า ขั้นแรกก็ต้องล้างผักค่ะ ผักกาดเขียวก็เด็ดเป็นใยๆ แช่นน้ำไว้
ผักกาดขาวก็เอามาแบ่ง 4 แล้วหั่นเป็นท่อนๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเอามาพักไว้ให่้สะให้สะดเด็ดน้ำ (มีเน่าในด้วย)
อันนี้ไชเท้าแอบเพิ่มเอง (ตามสูตรเค้าใส้แต่ในส่วนของน้ำหมักเท่านั้นค่ะ) 
แล้วแบ่งใส่ทีละน้อย โรยเกลือลงไปเคล้าให้เข้ากัน ทำจนหมดผักแล้วพักไว้ทั้งหมด 2 ชั่วโมง หรือมากกว่าก็ได้ค่ะ  คอยมากลับผักจากล่างขึนบนทุกๆ ครึ่งชม.
ช่วงพักเราก็เทน้ำใส่หม้อ ตามด้วยแป้งข้าวเหนียว คนให้แป้งละลายก่อน ค่อยเอาไปตั้งไฟ ต้มแป้งจนสุก คนตลอดเวลา ไม่งั้นไหม้ติดหม้อไม่รู้ด้วยนะ
พอแป้งเริ่มสุกใส ลดไฟลง เทน้ำตาลใส่ลงไปคนจนน้ำตาลทรายละลายเข้ากัน ประมาณ 1 นาที
เสร็จแล้วยกลงจากเตาพักไว้ให้เย็น
แล้วเราก็มาปั่น กระเทียม ขิง หอมใหญ่ และน้ำปลาเข้าด้วยกันจนละเอียดดี  (ลืมบอกไปแบ่งหอมใหญ่เป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเอามาปั่น อีกส่วนหั่นเป็นเส้นๆ
ได้ออกมาหน้าตาประมาณนี้
ครึ่งชม. ผ่านไปก็มาพลิกผักจากล่างขึ้นบน ผักเริ่มยุบ น้ำเริ่มเยอะขึ้น น้ำผักออกมาเองนะไม่ได้ใส่น้ำ รอจนครบเวลา ก็เอาผักออกมาเทน้ำทิ้งแล้วล้าวน้ำสะอาด 3-4 เที่ยวเพื่อให้ผักลดความเค็มลง
หั่นแครอท ต้นหอม ต้นกระเทียม (ถ้ามี) ไชเท้าเป็นเส้นๆ พักไว้
พอแป้งเย็นได้ที่แล้ว ก็จัดการเทขิง กระเทียม หอมใหญ่ ที่ปั่นไว้แล้วเทลงชามผสม เติมแป้งเปียกลงไป ตามด้วยพริกป่นเกาหีล (ที่แม็คโครก็มีขายค่ะ) คนให้เข้ากัน เติมผักที่ซอยเป็นเส้นๆไว้ใส่ลงไปคนให้เข้ากัน แล้วชิมรสได้ค่ะ สามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ เผ็ด เค็ม
หมักผักกับเกลือครบ 2 ชม. ก็เทน้ำทิ้งเอาออกมาล้างบีบน้ำออกให้หมด แบ่งใส่ชามผสมอีกใบตักผักใสลงไป ตามด้วยน้ำหมักขย้ำให้เข้ากัน ทำซ้ำจนหมดแล้วบรรจุใส่กลอ่งที่เตรียใมไว้ อย่าให้เหลือช่องว่างเยอะพยายามใส่ผักลงไปให้เต็ม
รูปข้างล่างแอบใส่กะปิลงไปหน่อย แทนปลาหมึก กุ้งเคยดอง อยากรู้ว่ารสชาดจะเป็นอยาสงไร
ขย้ำจนเข้ากันดีแล้วก็เก็บใสกล่อง ปิดฝาพักไว้ข้างนอกตู้เย็น 1-2 วัน ถ้าชอบเปรี้ยวก็หมักไว้นานกว่านี้ ใช้วิธีชิมเอา พอได้รสที่ชอบแล้วก็เอาเข้่าตูเย็นทันทีค่ะ
ได้ทั้งหมด เท่าที่เห็นนี่แหละค่ะ
เสร็จแล้วปิดฝาวางไว้  ถ้าใครไม่ชอบแบบเปรีั้้ยวก็เอาเข้าตู้เย้นได้เลยค่ะ จะทำให้ผักดูสดด้วยค่ะ (เค้าบอกมา) แต่เราชอบออกเปรี้ยวเพราะฉะนั้นจงอยู่ข้างนอกตู้เย็นต่อไป 
กำลังรอผลอยู่ค่ะว่าจะ  อร่อยมั้ย
ครบ 2 วัน ยังไม่ค่อยเปรี้ยวเท่าไร แต่เก็บไว้ก่อน 1 กระปุก เผื่อคนไม่ชอบเปรี้ยว ที่เหลือเอาพลาสติแ่รปปิดหน้าปิดฝาทิ้งไว้อีก ครึ่งวันให้มันเปรียวขึ้น 
หลังจากวางทิ้งไว้อีกครึ่งวันก็มีการดันฝาเปิดน้ำกิมจิเิริ่มจะซึมออกมาเลยต้องรีบเก็บเข้าตู้เย็น รสชาดเปรี้ยวตามที่อยากได้่เลยค่ะ 
ปิดฝาสนิท ทิ้งไว้ 
ดันฝาเผยอเลย 
เห็นน้ำกิมจิมั้ย
หรือเป็นเพราะฝาของเราไม่ดี เลยเก็บใส่ถุงพลาสติกก่อนค่อยเอาเข้าตู้เย็น ขี้เกียจเช็ดตู้เพราะไม่รู้ว่าจะมีน้ำกิมจิไหลซึมออกมาอีกหรือเปล่า
นี่ไงโแมหน้ากิมจิของเรา ไม่เค็มเหมือนบางร้าน กำลังอร่อยเลย ยอตัวเองก็ได้ด้วย 5555
 
นิดหนึ่งก่อนจาก เวลาเก็บใส่กล่องต้องอัดให้แน่นๆ อย่าให้มีช่องว่างเหลือเอาแบบปิดฝาเกือบไม่ได้ จะไม่ค่อยมีน้ำกิมจิทะลักล้นออกมาจากกล่องสักเท่าไร ตาลองทำ 3 แบบ คืออัดหลวมๆ น้ำจะล้นออกมาเยอะมาก อีกกระปุกอัดแน่นปิดฝาเกือบไม่ได้มีน้ำออกมาซึมๆ ตามฝาแต่ไม่มาก ส่วนอีกกล่อง อัดไม่เต็มกล่อง แต่เอาพลาสติกแรปปิดหน้าไว้ไม่ให้โดนอากาศแล้วค่อยปิดฝา ก็มีน้ำซึมๆ ออกมาแต่ไม่เยอะเหมือนกันค่ะ (งานนี้ต้องล้างเตาอบเลบ เพราะเอาไปเก้บไว้ในเตาอบไม่ใด้ใส่ถาดรอง น้ำกิมจินองเต็มตู้่เลย 5555) ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
 ขอให้มีความสุขและสนุกกับการทำอาหารนะ